ข่าวสารประกาศ
เกราะป้องกันภัยไซเบอร์สําหรับเยาวชนไทย
พฤหัสบดี ที่ 16 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2569
ในทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมดิจิทัลอย่างรวดเร็ว การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต
กลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กและเยาวชนในปัจจุบันสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม
ท่ามกลางความสะดวกสบายของโลกออนไลน์ กลับมีภัยมืดที่แฝงตัวมาในรูปแบบของอาชญากรรมทางไซเบอร์
ซึ่งปัจจุบันได้ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยมีเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน
ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดในระบบนิเวศดิจิทัล
หน้าจอมือถือเปรียบเสมือนประตูบานใหญ่ที่เปิดออกสู่โลกกว้าง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นช่องโหว่
ให้มิจฉาชีพก้าวเข้าถึงตัวเด็กได้ถึงในห้องนอน ความอันตรายออนไลน์ที่เกิดขึ้นกับเด็กนั้นมีมิติความรุนแรง
ที่ซับซ้อนและยาวนานกว่าวัยผู้ใหญ่ เนื่องจากกระบวนการคิดและวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่
ทําให้เด็กมักจะตกเป็นเหยื่อของการปั่นหัวทางจิตวิทยาโดยอาชญากรทางไซเบอร์ได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้ ความน่ากลัวของอาชญากรรมไซเบอร์ในวัยเด็ก ไม่ได้จํากัดอยู่เพียงแค่การสูญเสียทรัพย์สิน
ของพ่อแม่ผู้ปกครองเท่านั้น แต่สิ่งที่ร้ายแรงกว่า คือการโจมตีไปที่สภาพจิตใจ และอนาคตของเยาวชน มิจฉาชีพ
ยุคใหม่ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนในการล่อลวง ข่มขู่ และบงการเหยื่อ บทความฉบับนี้จึงมุ่งเน้น
การวิเคราะห์ความน่ากลัวของภัยจากอาชญากรทางไซเบอร์ในวัยเด็ก ผ่านกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงพร้อมนําเสนอ
แนวทางการป้องกันและแก้ไข เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่บุคลากรที่สําคัญที่สุดของชาติ
1. ความอันตรายสามารถจําแนกออกเป็น ๓ ด้านหลัก ดังนี้
๑.1 การสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคลที่ย้อนกลับมาทําร้าย
การสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคลในวัยเด็กหรือเยาวชนไม่ได้หยุดอยู่แค่การถูกนําเอาชื่อไปแอบอ้าง
แต่คือการถูกลอกคราบตัวตน เพื่อเป้าหมายที่อันตรายกว่าเดิม เด็กมักจะขาดความตระหนักว่าข้อมูล
เพียงเล็กน้อย เช่น ชื่อเล่น ชื่อโรงเรียน ภาพถ่ายในชุดนักเรียน หรือการเช็คอินสถานที่ ที่ไปเป็นประจํา
สามารถนํามาประกอบเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่มิจฉาชีพใช้เพื่อทําการตีสนิทอย่างเป็นระบบ มิจฉาชีพจะใช้
ข้อมูลเหล่านี้สร้างเรื่องราวให้เด็กเชื่อใจว่าเรารู้จักกัน เพื่อหลอกล่อเอาข้อมูลที่สําคัญกว่าเดิม เช่น เลขบัตร
ประชาชนของพ่อแม่ หรือเลขบัตรเครดิตที่ผูกไว้กับแอปพลิเคชันเกม ข้อมูลเหล่านี้เมื่อหลุดออกไปสู่ตลาดมืด
จะถูกนําไปใช้ในการโจรกรรมทางการเงิน หรือซ้ําร้ายกว่านั้น คือ การใช้ติดตามตําแหน่งของเด็กในโลกความ
เป็นจริงเพื่อทําการลักพาตัวหรือล่วงละเมิด ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวที่ส่งผลกระทบต่อความ
ปลอดภัยของทั้งตัวเด็กและครอบครัวอย่างรุนแรง
1.2 ผลกระทบต่อสภาพจิตใจ บาดแผลที่ไม่มีเลือดออก แต่กลับเยียวยายากที่สุด
ความอันตรายทางออนไลน์มักมาในรูปแบบของการกดขี่ข่มเหงทางไซเบอร์และการข่มขู่
กรรโชกซึ่งสร้างบาดแผลลึกในใจเด็กอย่างที่ประเมินค่าไม่ได้ เมื่อเด็กพลาดพลั้งส่งรูปภาพที่ไม่เหมาะสม
หรือกระทําสิ่งที่ผิดพลาดไป มิจฉาชีพจะใช้สิ่งนั้นเป็นโซ่ล่ามทางจิตวิทยา โดยข่มขู่ว่าจะนําสิ่งนั้นไปประจานใน
กลุ่มเพื่อนหรือส่งให้คุณครูผู้สอนดูความกดดันมหาศาลนี้ทําให้เด็กตกอยู่ในสภาวะจํายอมและหวาดระแวง
ตลอดเวลาผลกระทบที่ตามมา คือ การสูญเสียความมั่นใจในตัวเองอย่างรุนแรง โดยที่เด็กจะเริ่มปลีกตัวออก
จากสังคม มีผลการเรียนที่แย่ลงและเข้าสู่สภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง เนื่องจากในสายตาของเด็ก โลกออนไลน์
คือโลกทั้งใบของพวกเขา การถูกประจานออนไลน์จึงเท่ากับศาลเตี้ยที่ตัดสินชีวิตเขาให้พังทลายลง บาดแผล
เหล่านี้มักฝังลึกและกลายเป็นปมด้อยที่ขัดขวางการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด
คือ ความสิ้นหวังจากการถูกกดดันทางออนไลน์มักจะนําไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างการพยายามจบชีวิต
ตนเองของเด็ก
/1.3 ภัยต่อความปลอดภัย...
- ๒ -
1.3 ภัยต่อความปลอดภัยในชีวิตจากโลกเสมือนสู่การล่วงละเมิดในโลกจริง
ขั้นสุดของความอันตรายออนไลน์ที่พัฒนาไปสู่คดีอาชญากรรมในโลกจริง มิจฉาชีพที่เชี่ยวชาญจะใช้
เวลาหลายเดือนในการสร้างความสัมพันธ์เสมือน เพื่อให้เด็กเกิดความรัก ความผูกพัน หรือความเชื่อใจ โดยใช้
เทคนิคการล่อลวงให้เด็กรู้สึกว่า มีแต่พี่เท่านั้นที่เข้าใจหนูจนกระทั่งเด็กยอมออกมานัดเจอในโลกความจริง
โดยที่ไม่ได้บอกให้ผู้ปกครองรับทราบก่อน เมื่อเด็กออกมาสู่โลกภายนอกที่ไร้การป้องกันมักจะถูกล่อลวงไปสู่
การล่วงละเมิดทางเพศ การถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว หรือถูกบังคับให้เข้าสู่ขบวนการค้ามนุษย์และการผลิตสื่อลามก
อนาจารเด็ก ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะแก้ไขได้ทันท่วงที ความอันตรายนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของข้อมูลหรือเงินทอง
แต่คือการสูญเสียอิสรภาพร่างกาย และจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นการทําลายอนาคตของเด็กไทย และมักจะเป็น
จุดเริ่มต้นของวงจรอาชญากรรมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไป
2. มิติความน่ากลัวของอาชญากรรมไซเบอร์ต่อเด็ก
ความน่ากลัวของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปยังเยาวชนมีความแตกต่างจากวัยผู้ใหญ่ มิจฉาชีพไม่ได้
มองหาเพียงแค่ตัวเงินในบัญชี แต่พวกเขากําลังมองหาอํานาจในการควบคุม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงที่รุนแรงกว่า
ในทั้ง ๓ ด้านหลัก ดังนี้
2.1 การทําลายความไว้วางใจพื้นฐาน เมื่อเด็กถูกหลอกโดยคนที่เขาเชื่อว่าเป็นเพื่อนหรือไอดอล
เด็กจะสูญเสียความเชื่อใจในสังคมออนไลน์และคนรอบข้าง จึงส่งผลให้เด็กกลายเป็นบุคคลที่เก็บตัวและมีปัญหา
ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ในโลกจริง
๒.2 การตกเป็นเหยื่อซ้ําซ้อน เนื่องจากข้อมูลหรือภาพลักษณ์ที่ผิดพลาดของเด็กในโลกออนไลน์
จะคงอยู่ตลอดไป มิจฉาชีพมักจะนําข้อมูลเดิมมาวนเวียนข่มขู่เด็กในระยะเวลาที่ยาวนาน ทําให้เด็กตกอยู่ใน
ความหวาดระแวงตลอดเวลา
2.3 การถูกหล่อหลอมค่านิยมที่ผิด เนื่องจากอาชญากรบางกลุ่มไม่ได้หลอกเงิน แต่กลับหลอกลวง
ทางความคิด ชักจูงเด็กให้ทําเรื่องอันตราย พนันออนไลน์ หรือการส่งต่อข้อมูลบิดเบือน ซึ่งเป็นการทําลายทรัพยากร
มนุษย์ในระดับรากฐาน
3. เหตุการณ์หรือกรณีศึกษาเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ต่อวัยเด็ก
บทความนี้ได้จัดจําแนกวิธีการและกลลวงต่างๆ ที่สามารถพบเห็นและมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้สูง
ในสังคมไทยปัจจุบันเกี่ยวกับเหตุการณ์การถูกหลอกลวงและการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางไซเบอร์
ผ่านกลวิธีต่าง ๆ ของอาชญากรทางไซเบอร์ ซึ่งมุ่งเน้นโจมตีเป้าหมายในช่วงวัยเด็กโดยเฉพาะ ดังต่อไปนี้
เหตุการณ์ ที่ ๑ การล่าเหยื่อในโลกเสมือน มิจฉาชีพยุคใหม่ฉลาดพอที่จะไม่เริ่มต้นด้วยการขอเงิน
แต่จะเริ่มต้นด้วยการให้เช่น การแจกเงินหรืออุปกรณ์หายากในเกม โดยใช้ช่องทางการสื่อสารในเกม
เป็นช่องทางหลัก มิจฉาชีพจะส่งลิงก์ที่อ้างว่าเป็นโปรแกรมช่วยเล่นหรือกิจกรรมแจกของฟรีไปให้เด็ก แต่ความจริง
คือหน้าเว็บเพื่อดึงรหัสบัญชี เมื่อเด็กกรอกข้อมูล มิจฉาชีพจะเข้าถึงบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิตของผู้ปกครอง
ที่ผูกบัญชีไว้ และทําการโอนเงินออกผ่านช่องทางการชําระเงินออนไลน์ที่ตรวจสอบได้ยาก นอกจากนี้ เด็กมักจะ
ไม่กล้าบอกความจริงกับผู้ปกครอง เนื่องจากกลัวความผิด เรื่อง การเล่นเกมหรือการนําเงินไปใช้ ส่งผลให้
มิจฉาชีพมีเวลาในการโอนเงินออกจากบัญชีผู้ปกครองไปจนหมด
เหตุการณ์ที่ ๒ การข่มขู่และการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ มักเกิดขึ้นผ่านแอปพลิเคชันหาคู่
สําหรับวัยรุ่นหรือแอปโซเชียลทั่วไป โดยมิจฉาชีพจะสร้างตัวตนปลอมที่ตรงกับความชอบของเด็ก โดยเริ่มต้นจากการ
ชวนคุยสร้างความสนิทสนมจนเกิดความผูกพันทางอารมณ์ จากนั้นจะขอให้เด็กถ่ายภาพหรือวิดีโอ
ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม เมื่อได้คลิปไปแล้ว มิจฉาชีพจะเปลี่ยนท่าทีทันที โดยใช้การประจาน เป็นเครื่องมือ
ในการข่มขู่เรียกเงิน หรือบังคับให้เด็กโอนเงินจากบัญชีผู้ปกครองมาให้ผลกระทบในกรณีนี้มักจะนําไปสู่
สาเหตุของการเลือกที่จะจบชีวิตตนเอง เนื่องจากเด็กไม่มีทางออกและแบกรับความกดดันจากสังคมไม่ไหว
/เหตุการณ์ที่ 3...
- ๓ -
เหตุการณ์ที่ ๓ การขยายตัวของธุรกิจบัญชีปลอมเยาวชน เนื่องจากการเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์
สามารถทําได้ง่ายมากขึ้นในยุคปัจจุบัน โดยที่มิจฉาชีพมักจะใช้โฆษณาว่ารับสมัครเด็กนักเรียนมาทํางานด้วย
เพียงแค่รับโอนเงินหรือถอนเงินให้ก็รับเงินตอบแทนไปได้เลย หรือหลอกลวงให้เด็กเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อรับ
ส่วนลดสินค้า เมื่อเด็กถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินผิดกฎหมาย เมื่อมีคดีความเกิดขึ้น เด็กจะถูกออกหมายเรียก
และเสียประวัติ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการทํางานในอนาคตอย่างถาวร
เหตุการณ์ที่ ๔ การหลอกลวงผ่านภารกิจออนไลน์ ที่มุ่งเน้นเป้าหมายไปหาเด็กที่มีนิสัยขยัน
มีความต้องการที่จะช่วยเหลือพ่อแม่ในการประหยัดค่าใช้จ่าย โดยมิจฉาชีพมักจะอ้างว่า เป็นงานตอบกลับ
หรือการนําเสนอสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยให้เด็กทําภารกิจ เช่น กดถูกใจสินค้า แล้วเด็กก็จะได้รับเงิน
ตอบแทน เมื่อเด็กเริ่มเกิดความไว้วางใจ มิจฉาชีพจะเริ่มให้เด็กทําภารกิจที่จะต้องใช้เงินส่วนตัวจ่ายไปก่อน
เป็นจํานวนหลักพันถึงหลักหมื่น ซึ่งเด็กมักจะนําเงินค่าเทอมหรือเงินเก็บทั้งปีมาลงกับภารกิจสุดท้าย เนื่องจาก
ความหวังว่าจะได้กําไรก้อนใหญ่ แต่สุดท้ายหลังจากที่โอนเงินไปแล้ว มิจฉาชีพก็จะตัดช่องทางการติดต่อสื่อสารและ
หนีหายไปพร้อมเงินทั้งหมด
อาชญากรรมออนไลน์จึงเป็นสงครามทางจิตวิทยาที่มุ่งเน้นทําลายเยาวชน การป้องกันที่ดีที่สุด
คือการยึดถือคาถาป้องกันตัว ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นต้องการให้ประชาชนทุกคน มีสติก่อนการ
ทําธุรกรรมใดๆ ซึ่งสามารถนํามาประยุกต์ใช้กับวัยเด็กหรือเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่สามารถ
ทําความเข้าใจส่วนสําคัญของนโยบาย ได้ดังนี้
ไม่เชื่อ หมายถึง การสร้างหลักสูตรการสอนที่จะช่วยพัฒนาเด็กให้ฉลาดสงสัยและตั้งคําถาม
เกี่ยวกับทุกสิ่งอย่างที่เด็กได้รับมาโดยไม่เสียค่าใช่จ่ายใดๆ หรือคําชมจากคนแปลกหน้าในอินเทอร์เน็ต
ว่าเป็นสัญญาณอันตราย ต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องของสิ่งเหล่านั้นก่อนเสมอ
ไม่รีบ เนื่องจากหัวใจของอาชญากรไซเบอร์คือ การสร้างสถานการณ์เร่งด่วน นโยบายนี้สอนให้เด็ก
เรียนรู้ที่จะนิ่ง เมื่อถูกข่มขู่หรือถูกกระตุ้นความโลภ หากถูกเร่งรัดให้ทําธุรกรรมให้หยุดใช้งานเครื่องมือสื่อสาร
และกล้าที่จะปรึกษากับผู้ใหญ่อย่างเปิดเผย
ไม่โอน ถือเป็นด่านสุดท้ายที่สําคัญที่สุด ต้องย้ําเตือนให้เป็นค่านิยมในชุมชนว่า เงินและข้อมูลส่วนตัว
คือ ทรัพย์สินที่ห้ามมอบให้ใครผ่านโลกออนไลน์โดยเด็ดขาด หากไม่มีการยืนยันตัวตนที่ศูนย์ราชการหรือพนักงาน
ธนาคาร ที่สํานักงานจริง
4. วิธีการป้องกันและการสร้างเกราะคุ้มกันเชิงรุก
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการทําให้มิจฉาชีพ เข้าถึงตัวเด็กได้ยากที่สุด และทําให้เด็กมีไหวพริบสูงที่สุด
ผ่าน ๓ กลไกสําคัญ ดังนี้
4.1 การตั้งค่าความปลอดภัยทางเทคโนโลยี พ่อแม่และผู้ปกครองต้องทําหน้าที่ เป็นเหมือนด่านคัดกรอง
โดยการใช้เครื่องมือบนอุปกรณ์สื่อสาร เพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบประเภทของแอปพลิเคชันที่เด็กดาวน์โหลดจํากัดเวลา
การใช้งานไม่ให้เกิดการเสพติดจนขาดการยับยั้งชั่งใจ รวมถึงการตรวจสอบและสอนให้เด็ก ตั้งค่าบัญชีโซเชียลมีเดีย
ให้เป็นบัญชีส่วนตัวเสมอ สิ่งนี้จะช่วยจํากัดวงของคนที่จะเข้ามาปฏิสัมพันธ์กับเด็ก ให้เหลือเพียงคนใกล้ชิด และลด
โอกาสที่มิจฉาชีพจะแฝงตัวเข้ามาส่งข้อความหรือเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเด็กได้โดยตรง
4.2 การสร้างเกราะความรู้และทัศนคติ การสอนให้เด็กมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ในโลกออนไลน์
เป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง เด็กต้องเข้าใจกฎเหล็กที่ว่า ของฟรีไม่มีในโลก ไม่ว่าจะเป็นไอเทมเกมสุดหายาก เพชรฟรี
หรือเงินรางวัลมหาศาล ทุกอย่างคือเหยื่อล่อที่ มิจฉาชีพ ใช้เพื่อดึงเด็กเข้าสู่กับดัก นอกจากนี้ต้องย้ําเตือน
ว่าคนหน้าตาดีหรือใจดีในรูปโปรไฟล์ อาจเป็นมิจฉาชีพที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือภาพปลอมมาสร้าง
ความเชื่อใจ ดังนั้น การปฏิเสธคนแปลกหน้าทางออนไลน์จึงไม่ใช่เรื่องเสียมารยาท แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัย
ที่วัยเด็กควรที่จะต้องเข้าใจและให้ความสําคัญเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบันนี้
/4.3 การสร้างพื้นที่...
- ๔ -
4.3 การสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางความรู้สึก หัวใจสําคัญของการป้องกันไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องมือ
บนอุปกรณ์สื่อสารหรือเทคโนโลยีแต่คือความสัมพันธ์ในบ้านพ่อและแม่ต้องสร้างบรรยากาศที่เด็กไม่รู้สึกกดดัน
ถ้าหากเด็กเผลอทําผิดพลาด เช่น เผลอกดลิงก์แปลกปลอม หรือแอบนําเงินไปเติมเกม ผู้ปกครองจะต้องไม่เริ่ม
ด้วยการดุด่ารุนแรง เนื่องจากความกลัวจะทําให้เด็กเลือกที่จะปิดบังปัญหา และตกเป็นเหยื่อของการถูก
มิจฉาชีพขมขู่ต่อไปได้การสร้างความมั่นใจให้ลูกรู้ว่าไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นพ่อและแม่พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างกับลูก
เสมอจะทําให้เด็กมีความกล้าที่จะเดินเข้ามาบอกเล่าถึงปัญหาทันทีหลังจากที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
5. วิธีการแก้ไข ยุทธศาสตร์การยับยั้งความเสียหายทันที
เมื่อเด็กเกิดพลาดพลั้งและตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางไซเบอร์ผู้ปกครองหรือเด็กจะต้อง
ดําเนินการแก้ไขทันทีอย่างฉับไวและมีสติ เพื่อตัดวงจรของมิจฉาชีพให้เร็วที่สุด ดังนี้
5.1 มาตรการ หยุด บล็อก แจ้ง ทันทีที่พบร่องรอยการหลอกลวงหรือการข่มขู่ ต้องสั่งให้เด็ก
หยุดการสื่อสารทุกรูปแบบทันที ห้ามตอบโต้ ห้ามโอนเงินเพิ่ม และห้ามพยายามต่อรอง หลังจากนั้นให้ทําการบล็อก
หรือตัดช่องทางการติดต่อของบัญชีดังกล่าว ในทุกช่องทางเพื่อป้องกันการคุกคามต่อเนื่อง ขั้นตอนถัดไปคือ
เด็กต้องรีบแจ้งผู้ปกครองหรือครูในทันทีเพื่อเปลี่ยนหน้าที่การรับผิดชอบและการตัดสินใจจากเด็กมาสู่ผู้ใหญ่
ที่มีวุฒิภาวะมากกว่า
5.2 การปฏิบัติการเก็บหลักฐานดิจิทัล ในโลกไซเบอร์ พยานหลักฐานสามารถที่จะถูกลบเลือนได้ง่าย
ดังนั้น ผู้ปกครองต้องทําหน้าที่รวบรวมหลักฐานอย่างละเอียด ตั้งแต่การบันทึกภาพหน้าจอแชทสนทนาที่เห็น
ลําดับเหตุการณ์ชัดเจน บัญชีที่คนร้ายใช้งาน ไปจนถึงสลิปการโอนเงินและเลขบัญชีปลายทาง หลักฐานเหล่านี้
ห้ามทําการแก้ไขหรือดัดแปลงเด็ดขาด เพราะจะเป็นกุญแจสําคัญในการนําตัวมิจฉาชีพมาลงโทษตามพระราชบัญญัติ
ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
5.3 การใช้กลไกทางกฎหมายและสายด่วน เมื่อรวบรวมหลักฐานได้แล้ว ต้องรีบดําเนินการ
ตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างรวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะถ้าหากมีการสูญเสียทรัพย์สิน ให้โทรแจ้งสายด่วน ๑๔๔๑
เพื่อทําการระงับบัญชีม้าที่รับโอนเงินภายใน ๑๕ ถึง ๓๐ นาทีแรก เพื่อเพิ่มโอกาสในการอายัดเงินคืน
หลังจากนั้น ให้ดําเนินการแจ้งความที่สถานีตํารวจ หรือผ่านช่องทางที่เป็นทางการเพียงช่องทางเดียว
คือ www.thaipoliceonline.go.th ซึ่งเป็นศูนย์รวมคดีไซเบอร์โดยตรง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ
ที่มีความชํานาญการพิเศษเข้ามาดูแลจัดการเรื่องคดีความ เพื่อดําเนินการจับกุม มิจฉาชีพและผู้สมรู้ร่วมคิด
มาลงโทษและดําเนินคดี ตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป
บทสรุปของอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่จ้องเล่นงานเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า
ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตัวเงิน แต่แผ่ขยายไปถึงการสูญเสียตัวตน สภาพจิตใจที่บอบช้ํา และความปลอดภัย
ในชีวิต ซึ่งยากที่จะกอบกู้เอาคืนมาได้ ดังนั้น การป้องกันเชิงรุกผ่านยุทธศาสตร์ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน ต้องถูก
ปลูกฝังให้เป็นสัญชาตญาณดิจิทัลของเด็กทุกคน เพื่อให้พวกเขามีสติในการคัดกรองข้อมูล ไม่ตื่นตระหนก
ต่อการข่มขู่ และเด็ดขาดในการปฏิเสธการโอนเงิน หรือส่งมอบข้อมูลส่วนตัวให้แก่คนแปลกหน้า ซึ่งถือเป็น
เกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดในการปกป้องลูกหลานไทย ให้เติบโตอย่างปลอดภัยและมั่นคง ท่ามกลางกระแส
การเปลี่ยนแปลงของโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของอาชญากรทางไซเบอร์อย่างยั่งยืน
- ๕ -
บรรณานุกรม
บทความเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อป้องกันการหลอกลวงทางออนไลน์ วัยเด็ก.pdf. (ม.ป.ป.).
เกราะป้องกันภัยไซเบอร์สําหรับเยาวชนไทย.
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550. (2550).
ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 124 ตอนที่ 27 ก. สืบค้นจากเว็บไซต์ https://www.ratchakitcha.soc.go.th
รัฐบาลไทย. (ม.ป.ป.). มาตรการและแนวคิดเชิงรุกเพื่อการป้องกันภัยออนไลน์ “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน”.
สืบค้นจากเว็บไซต์ https://www.thaigov.go.th
สํานักงานตํารวจแห่งชาติ. (ม.ป.ป.). ระบบรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี.
สืบค้นจากเว็บไซต์ https://www.thaipoliceonline.go.th
สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กองบัญชาการตํารวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี.
(ม.ป.ป.). สายด่วนระงับภัยไซเบอร์ 1441. สืบค้นจากเว็บไซต์ https://www.ccib.go.th
กลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กและเยาวชนในปัจจุบันสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม
ท่ามกลางความสะดวกสบายของโลกออนไลน์ กลับมีภัยมืดที่แฝงตัวมาในรูปแบบของอาชญากรรมทางไซเบอร์
ซึ่งปัจจุบันได้ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยมีเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน
ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดในระบบนิเวศดิจิทัล
หน้าจอมือถือเปรียบเสมือนประตูบานใหญ่ที่เปิดออกสู่โลกกว้าง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นช่องโหว่
ให้มิจฉาชีพก้าวเข้าถึงตัวเด็กได้ถึงในห้องนอน ความอันตรายออนไลน์ที่เกิดขึ้นกับเด็กนั้นมีมิติความรุนแรง
ที่ซับซ้อนและยาวนานกว่าวัยผู้ใหญ่ เนื่องจากกระบวนการคิดและวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่
ทําให้เด็กมักจะตกเป็นเหยื่อของการปั่นหัวทางจิตวิทยาโดยอาชญากรทางไซเบอร์ได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้ ความน่ากลัวของอาชญากรรมไซเบอร์ในวัยเด็ก ไม่ได้จํากัดอยู่เพียงแค่การสูญเสียทรัพย์สิน
ของพ่อแม่ผู้ปกครองเท่านั้น แต่สิ่งที่ร้ายแรงกว่า คือการโจมตีไปที่สภาพจิตใจ และอนาคตของเยาวชน มิจฉาชีพ
ยุคใหม่ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนในการล่อลวง ข่มขู่ และบงการเหยื่อ บทความฉบับนี้จึงมุ่งเน้น
การวิเคราะห์ความน่ากลัวของภัยจากอาชญากรทางไซเบอร์ในวัยเด็ก ผ่านกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงพร้อมนําเสนอ
แนวทางการป้องกันและแก้ไข เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่บุคลากรที่สําคัญที่สุดของชาติ
1. ความอันตรายสามารถจําแนกออกเป็น ๓ ด้านหลัก ดังนี้
๑.1 การสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคลที่ย้อนกลับมาทําร้าย
การสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคลในวัยเด็กหรือเยาวชนไม่ได้หยุดอยู่แค่การถูกนําเอาชื่อไปแอบอ้าง
แต่คือการถูกลอกคราบตัวตน เพื่อเป้าหมายที่อันตรายกว่าเดิม เด็กมักจะขาดความตระหนักว่าข้อมูล
เพียงเล็กน้อย เช่น ชื่อเล่น ชื่อโรงเรียน ภาพถ่ายในชุดนักเรียน หรือการเช็คอินสถานที่ ที่ไปเป็นประจํา
สามารถนํามาประกอบเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่มิจฉาชีพใช้เพื่อทําการตีสนิทอย่างเป็นระบบ มิจฉาชีพจะใช้
ข้อมูลเหล่านี้สร้างเรื่องราวให้เด็กเชื่อใจว่าเรารู้จักกัน เพื่อหลอกล่อเอาข้อมูลที่สําคัญกว่าเดิม เช่น เลขบัตร
ประชาชนของพ่อแม่ หรือเลขบัตรเครดิตที่ผูกไว้กับแอปพลิเคชันเกม ข้อมูลเหล่านี้เมื่อหลุดออกไปสู่ตลาดมืด
จะถูกนําไปใช้ในการโจรกรรมทางการเงิน หรือซ้ําร้ายกว่านั้น คือ การใช้ติดตามตําแหน่งของเด็กในโลกความ
เป็นจริงเพื่อทําการลักพาตัวหรือล่วงละเมิด ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวที่ส่งผลกระทบต่อความ
ปลอดภัยของทั้งตัวเด็กและครอบครัวอย่างรุนแรง
1.2 ผลกระทบต่อสภาพจิตใจ บาดแผลที่ไม่มีเลือดออก แต่กลับเยียวยายากที่สุด
ความอันตรายทางออนไลน์มักมาในรูปแบบของการกดขี่ข่มเหงทางไซเบอร์และการข่มขู่
กรรโชกซึ่งสร้างบาดแผลลึกในใจเด็กอย่างที่ประเมินค่าไม่ได้ เมื่อเด็กพลาดพลั้งส่งรูปภาพที่ไม่เหมาะสม
หรือกระทําสิ่งที่ผิดพลาดไป มิจฉาชีพจะใช้สิ่งนั้นเป็นโซ่ล่ามทางจิตวิทยา โดยข่มขู่ว่าจะนําสิ่งนั้นไปประจานใน
กลุ่มเพื่อนหรือส่งให้คุณครูผู้สอนดูความกดดันมหาศาลนี้ทําให้เด็กตกอยู่ในสภาวะจํายอมและหวาดระแวง
ตลอดเวลาผลกระทบที่ตามมา คือ การสูญเสียความมั่นใจในตัวเองอย่างรุนแรง โดยที่เด็กจะเริ่มปลีกตัวออก
จากสังคม มีผลการเรียนที่แย่ลงและเข้าสู่สภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง เนื่องจากในสายตาของเด็ก โลกออนไลน์
คือโลกทั้งใบของพวกเขา การถูกประจานออนไลน์จึงเท่ากับศาลเตี้ยที่ตัดสินชีวิตเขาให้พังทลายลง บาดแผล
เหล่านี้มักฝังลึกและกลายเป็นปมด้อยที่ขัดขวางการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด
คือ ความสิ้นหวังจากการถูกกดดันทางออนไลน์มักจะนําไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างการพยายามจบชีวิต
ตนเองของเด็ก
/1.3 ภัยต่อความปลอดภัย...
- ๒ -
1.3 ภัยต่อความปลอดภัยในชีวิตจากโลกเสมือนสู่การล่วงละเมิดในโลกจริง
ขั้นสุดของความอันตรายออนไลน์ที่พัฒนาไปสู่คดีอาชญากรรมในโลกจริง มิจฉาชีพที่เชี่ยวชาญจะใช้
เวลาหลายเดือนในการสร้างความสัมพันธ์เสมือน เพื่อให้เด็กเกิดความรัก ความผูกพัน หรือความเชื่อใจ โดยใช้
เทคนิคการล่อลวงให้เด็กรู้สึกว่า มีแต่พี่เท่านั้นที่เข้าใจหนูจนกระทั่งเด็กยอมออกมานัดเจอในโลกความจริง
โดยที่ไม่ได้บอกให้ผู้ปกครองรับทราบก่อน เมื่อเด็กออกมาสู่โลกภายนอกที่ไร้การป้องกันมักจะถูกล่อลวงไปสู่
การล่วงละเมิดทางเพศ การถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว หรือถูกบังคับให้เข้าสู่ขบวนการค้ามนุษย์และการผลิตสื่อลามก
อนาจารเด็ก ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะแก้ไขได้ทันท่วงที ความอันตรายนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของข้อมูลหรือเงินทอง
แต่คือการสูญเสียอิสรภาพร่างกาย และจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นการทําลายอนาคตของเด็กไทย และมักจะเป็น
จุดเริ่มต้นของวงจรอาชญากรรมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไป
2. มิติความน่ากลัวของอาชญากรรมไซเบอร์ต่อเด็ก
ความน่ากลัวของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปยังเยาวชนมีความแตกต่างจากวัยผู้ใหญ่ มิจฉาชีพไม่ได้
มองหาเพียงแค่ตัวเงินในบัญชี แต่พวกเขากําลังมองหาอํานาจในการควบคุม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงที่รุนแรงกว่า
ในทั้ง ๓ ด้านหลัก ดังนี้
2.1 การทําลายความไว้วางใจพื้นฐาน เมื่อเด็กถูกหลอกโดยคนที่เขาเชื่อว่าเป็นเพื่อนหรือไอดอล
เด็กจะสูญเสียความเชื่อใจในสังคมออนไลน์และคนรอบข้าง จึงส่งผลให้เด็กกลายเป็นบุคคลที่เก็บตัวและมีปัญหา
ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ในโลกจริง
๒.2 การตกเป็นเหยื่อซ้ําซ้อน เนื่องจากข้อมูลหรือภาพลักษณ์ที่ผิดพลาดของเด็กในโลกออนไลน์
จะคงอยู่ตลอดไป มิจฉาชีพมักจะนําข้อมูลเดิมมาวนเวียนข่มขู่เด็กในระยะเวลาที่ยาวนาน ทําให้เด็กตกอยู่ใน
ความหวาดระแวงตลอดเวลา
2.3 การถูกหล่อหลอมค่านิยมที่ผิด เนื่องจากอาชญากรบางกลุ่มไม่ได้หลอกเงิน แต่กลับหลอกลวง
ทางความคิด ชักจูงเด็กให้ทําเรื่องอันตราย พนันออนไลน์ หรือการส่งต่อข้อมูลบิดเบือน ซึ่งเป็นการทําลายทรัพยากร
มนุษย์ในระดับรากฐาน
3. เหตุการณ์หรือกรณีศึกษาเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ต่อวัยเด็ก
บทความนี้ได้จัดจําแนกวิธีการและกลลวงต่างๆ ที่สามารถพบเห็นและมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้สูง
ในสังคมไทยปัจจุบันเกี่ยวกับเหตุการณ์การถูกหลอกลวงและการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางไซเบอร์
ผ่านกลวิธีต่าง ๆ ของอาชญากรทางไซเบอร์ ซึ่งมุ่งเน้นโจมตีเป้าหมายในช่วงวัยเด็กโดยเฉพาะ ดังต่อไปนี้
เหตุการณ์ ที่ ๑ การล่าเหยื่อในโลกเสมือน มิจฉาชีพยุคใหม่ฉลาดพอที่จะไม่เริ่มต้นด้วยการขอเงิน
แต่จะเริ่มต้นด้วยการให้เช่น การแจกเงินหรืออุปกรณ์หายากในเกม โดยใช้ช่องทางการสื่อสารในเกม
เป็นช่องทางหลัก มิจฉาชีพจะส่งลิงก์ที่อ้างว่าเป็นโปรแกรมช่วยเล่นหรือกิจกรรมแจกของฟรีไปให้เด็ก แต่ความจริง
คือหน้าเว็บเพื่อดึงรหัสบัญชี เมื่อเด็กกรอกข้อมูล มิจฉาชีพจะเข้าถึงบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิตของผู้ปกครอง
ที่ผูกบัญชีไว้ และทําการโอนเงินออกผ่านช่องทางการชําระเงินออนไลน์ที่ตรวจสอบได้ยาก นอกจากนี้ เด็กมักจะ
ไม่กล้าบอกความจริงกับผู้ปกครอง เนื่องจากกลัวความผิด เรื่อง การเล่นเกมหรือการนําเงินไปใช้ ส่งผลให้
มิจฉาชีพมีเวลาในการโอนเงินออกจากบัญชีผู้ปกครองไปจนหมด
เหตุการณ์ที่ ๒ การข่มขู่และการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ มักเกิดขึ้นผ่านแอปพลิเคชันหาคู่
สําหรับวัยรุ่นหรือแอปโซเชียลทั่วไป โดยมิจฉาชีพจะสร้างตัวตนปลอมที่ตรงกับความชอบของเด็ก โดยเริ่มต้นจากการ
ชวนคุยสร้างความสนิทสนมจนเกิดความผูกพันทางอารมณ์ จากนั้นจะขอให้เด็กถ่ายภาพหรือวิดีโอ
ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม เมื่อได้คลิปไปแล้ว มิจฉาชีพจะเปลี่ยนท่าทีทันที โดยใช้การประจาน เป็นเครื่องมือ
ในการข่มขู่เรียกเงิน หรือบังคับให้เด็กโอนเงินจากบัญชีผู้ปกครองมาให้ผลกระทบในกรณีนี้มักจะนําไปสู่
สาเหตุของการเลือกที่จะจบชีวิตตนเอง เนื่องจากเด็กไม่มีทางออกและแบกรับความกดดันจากสังคมไม่ไหว
/เหตุการณ์ที่ 3...
- ๓ -
เหตุการณ์ที่ ๓ การขยายตัวของธุรกิจบัญชีปลอมเยาวชน เนื่องจากการเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์
สามารถทําได้ง่ายมากขึ้นในยุคปัจจุบัน โดยที่มิจฉาชีพมักจะใช้โฆษณาว่ารับสมัครเด็กนักเรียนมาทํางานด้วย
เพียงแค่รับโอนเงินหรือถอนเงินให้ก็รับเงินตอบแทนไปได้เลย หรือหลอกลวงให้เด็กเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อรับ
ส่วนลดสินค้า เมื่อเด็กถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินผิดกฎหมาย เมื่อมีคดีความเกิดขึ้น เด็กจะถูกออกหมายเรียก
และเสียประวัติ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการทํางานในอนาคตอย่างถาวร
เหตุการณ์ที่ ๔ การหลอกลวงผ่านภารกิจออนไลน์ ที่มุ่งเน้นเป้าหมายไปหาเด็กที่มีนิสัยขยัน
มีความต้องการที่จะช่วยเหลือพ่อแม่ในการประหยัดค่าใช้จ่าย โดยมิจฉาชีพมักจะอ้างว่า เป็นงานตอบกลับ
หรือการนําเสนอสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยให้เด็กทําภารกิจ เช่น กดถูกใจสินค้า แล้วเด็กก็จะได้รับเงิน
ตอบแทน เมื่อเด็กเริ่มเกิดความไว้วางใจ มิจฉาชีพจะเริ่มให้เด็กทําภารกิจที่จะต้องใช้เงินส่วนตัวจ่ายไปก่อน
เป็นจํานวนหลักพันถึงหลักหมื่น ซึ่งเด็กมักจะนําเงินค่าเทอมหรือเงินเก็บทั้งปีมาลงกับภารกิจสุดท้าย เนื่องจาก
ความหวังว่าจะได้กําไรก้อนใหญ่ แต่สุดท้ายหลังจากที่โอนเงินไปแล้ว มิจฉาชีพก็จะตัดช่องทางการติดต่อสื่อสารและ
หนีหายไปพร้อมเงินทั้งหมด
อาชญากรรมออนไลน์จึงเป็นสงครามทางจิตวิทยาที่มุ่งเน้นทําลายเยาวชน การป้องกันที่ดีที่สุด
คือการยึดถือคาถาป้องกันตัว ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นต้องการให้ประชาชนทุกคน มีสติก่อนการ
ทําธุรกรรมใดๆ ซึ่งสามารถนํามาประยุกต์ใช้กับวัยเด็กหรือเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่สามารถ
ทําความเข้าใจส่วนสําคัญของนโยบาย ได้ดังนี้
ไม่เชื่อ หมายถึง การสร้างหลักสูตรการสอนที่จะช่วยพัฒนาเด็กให้ฉลาดสงสัยและตั้งคําถาม
เกี่ยวกับทุกสิ่งอย่างที่เด็กได้รับมาโดยไม่เสียค่าใช่จ่ายใดๆ หรือคําชมจากคนแปลกหน้าในอินเทอร์เน็ต
ว่าเป็นสัญญาณอันตราย ต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องของสิ่งเหล่านั้นก่อนเสมอ
ไม่รีบ เนื่องจากหัวใจของอาชญากรไซเบอร์คือ การสร้างสถานการณ์เร่งด่วน นโยบายนี้สอนให้เด็ก
เรียนรู้ที่จะนิ่ง เมื่อถูกข่มขู่หรือถูกกระตุ้นความโลภ หากถูกเร่งรัดให้ทําธุรกรรมให้หยุดใช้งานเครื่องมือสื่อสาร
และกล้าที่จะปรึกษากับผู้ใหญ่อย่างเปิดเผย
ไม่โอน ถือเป็นด่านสุดท้ายที่สําคัญที่สุด ต้องย้ําเตือนให้เป็นค่านิยมในชุมชนว่า เงินและข้อมูลส่วนตัว
คือ ทรัพย์สินที่ห้ามมอบให้ใครผ่านโลกออนไลน์โดยเด็ดขาด หากไม่มีการยืนยันตัวตนที่ศูนย์ราชการหรือพนักงาน
ธนาคาร ที่สํานักงานจริง
4. วิธีการป้องกันและการสร้างเกราะคุ้มกันเชิงรุก
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการทําให้มิจฉาชีพ เข้าถึงตัวเด็กได้ยากที่สุด และทําให้เด็กมีไหวพริบสูงที่สุด
ผ่าน ๓ กลไกสําคัญ ดังนี้
4.1 การตั้งค่าความปลอดภัยทางเทคโนโลยี พ่อแม่และผู้ปกครองต้องทําหน้าที่ เป็นเหมือนด่านคัดกรอง
โดยการใช้เครื่องมือบนอุปกรณ์สื่อสาร เพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบประเภทของแอปพลิเคชันที่เด็กดาวน์โหลดจํากัดเวลา
การใช้งานไม่ให้เกิดการเสพติดจนขาดการยับยั้งชั่งใจ รวมถึงการตรวจสอบและสอนให้เด็ก ตั้งค่าบัญชีโซเชียลมีเดีย
ให้เป็นบัญชีส่วนตัวเสมอ สิ่งนี้จะช่วยจํากัดวงของคนที่จะเข้ามาปฏิสัมพันธ์กับเด็ก ให้เหลือเพียงคนใกล้ชิด และลด
โอกาสที่มิจฉาชีพจะแฝงตัวเข้ามาส่งข้อความหรือเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเด็กได้โดยตรง
4.2 การสร้างเกราะความรู้และทัศนคติ การสอนให้เด็กมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ในโลกออนไลน์
เป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง เด็กต้องเข้าใจกฎเหล็กที่ว่า ของฟรีไม่มีในโลก ไม่ว่าจะเป็นไอเทมเกมสุดหายาก เพชรฟรี
หรือเงินรางวัลมหาศาล ทุกอย่างคือเหยื่อล่อที่ มิจฉาชีพ ใช้เพื่อดึงเด็กเข้าสู่กับดัก นอกจากนี้ต้องย้ําเตือน
ว่าคนหน้าตาดีหรือใจดีในรูปโปรไฟล์ อาจเป็นมิจฉาชีพที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือภาพปลอมมาสร้าง
ความเชื่อใจ ดังนั้น การปฏิเสธคนแปลกหน้าทางออนไลน์จึงไม่ใช่เรื่องเสียมารยาท แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัย
ที่วัยเด็กควรที่จะต้องเข้าใจและให้ความสําคัญเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบันนี้
/4.3 การสร้างพื้นที่...
- ๔ -
4.3 การสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางความรู้สึก หัวใจสําคัญของการป้องกันไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องมือ
บนอุปกรณ์สื่อสารหรือเทคโนโลยีแต่คือความสัมพันธ์ในบ้านพ่อและแม่ต้องสร้างบรรยากาศที่เด็กไม่รู้สึกกดดัน
ถ้าหากเด็กเผลอทําผิดพลาด เช่น เผลอกดลิงก์แปลกปลอม หรือแอบนําเงินไปเติมเกม ผู้ปกครองจะต้องไม่เริ่ม
ด้วยการดุด่ารุนแรง เนื่องจากความกลัวจะทําให้เด็กเลือกที่จะปิดบังปัญหา และตกเป็นเหยื่อของการถูก
มิจฉาชีพขมขู่ต่อไปได้การสร้างความมั่นใจให้ลูกรู้ว่าไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นพ่อและแม่พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างกับลูก
เสมอจะทําให้เด็กมีความกล้าที่จะเดินเข้ามาบอกเล่าถึงปัญหาทันทีหลังจากที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
5. วิธีการแก้ไข ยุทธศาสตร์การยับยั้งความเสียหายทันที
เมื่อเด็กเกิดพลาดพลั้งและตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางไซเบอร์ผู้ปกครองหรือเด็กจะต้อง
ดําเนินการแก้ไขทันทีอย่างฉับไวและมีสติ เพื่อตัดวงจรของมิจฉาชีพให้เร็วที่สุด ดังนี้
5.1 มาตรการ หยุด บล็อก แจ้ง ทันทีที่พบร่องรอยการหลอกลวงหรือการข่มขู่ ต้องสั่งให้เด็ก
หยุดการสื่อสารทุกรูปแบบทันที ห้ามตอบโต้ ห้ามโอนเงินเพิ่ม และห้ามพยายามต่อรอง หลังจากนั้นให้ทําการบล็อก
หรือตัดช่องทางการติดต่อของบัญชีดังกล่าว ในทุกช่องทางเพื่อป้องกันการคุกคามต่อเนื่อง ขั้นตอนถัดไปคือ
เด็กต้องรีบแจ้งผู้ปกครองหรือครูในทันทีเพื่อเปลี่ยนหน้าที่การรับผิดชอบและการตัดสินใจจากเด็กมาสู่ผู้ใหญ่
ที่มีวุฒิภาวะมากกว่า
5.2 การปฏิบัติการเก็บหลักฐานดิจิทัล ในโลกไซเบอร์ พยานหลักฐานสามารถที่จะถูกลบเลือนได้ง่าย
ดังนั้น ผู้ปกครองต้องทําหน้าที่รวบรวมหลักฐานอย่างละเอียด ตั้งแต่การบันทึกภาพหน้าจอแชทสนทนาที่เห็น
ลําดับเหตุการณ์ชัดเจน บัญชีที่คนร้ายใช้งาน ไปจนถึงสลิปการโอนเงินและเลขบัญชีปลายทาง หลักฐานเหล่านี้
ห้ามทําการแก้ไขหรือดัดแปลงเด็ดขาด เพราะจะเป็นกุญแจสําคัญในการนําตัวมิจฉาชีพมาลงโทษตามพระราชบัญญัติ
ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
5.3 การใช้กลไกทางกฎหมายและสายด่วน เมื่อรวบรวมหลักฐานได้แล้ว ต้องรีบดําเนินการ
ตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างรวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะถ้าหากมีการสูญเสียทรัพย์สิน ให้โทรแจ้งสายด่วน ๑๔๔๑
เพื่อทําการระงับบัญชีม้าที่รับโอนเงินภายใน ๑๕ ถึง ๓๐ นาทีแรก เพื่อเพิ่มโอกาสในการอายัดเงินคืน
หลังจากนั้น ให้ดําเนินการแจ้งความที่สถานีตํารวจ หรือผ่านช่องทางที่เป็นทางการเพียงช่องทางเดียว
คือ www.thaipoliceonline.go.th ซึ่งเป็นศูนย์รวมคดีไซเบอร์โดยตรง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ
ที่มีความชํานาญการพิเศษเข้ามาดูแลจัดการเรื่องคดีความ เพื่อดําเนินการจับกุม มิจฉาชีพและผู้สมรู้ร่วมคิด
มาลงโทษและดําเนินคดี ตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป
บทสรุปของอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่จ้องเล่นงานเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า
ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตัวเงิน แต่แผ่ขยายไปถึงการสูญเสียตัวตน สภาพจิตใจที่บอบช้ํา และความปลอดภัย
ในชีวิต ซึ่งยากที่จะกอบกู้เอาคืนมาได้ ดังนั้น การป้องกันเชิงรุกผ่านยุทธศาสตร์ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน ต้องถูก
ปลูกฝังให้เป็นสัญชาตญาณดิจิทัลของเด็กทุกคน เพื่อให้พวกเขามีสติในการคัดกรองข้อมูล ไม่ตื่นตระหนก
ต่อการข่มขู่ และเด็ดขาดในการปฏิเสธการโอนเงิน หรือส่งมอบข้อมูลส่วนตัวให้แก่คนแปลกหน้า ซึ่งถือเป็น
เกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดในการปกป้องลูกหลานไทย ให้เติบโตอย่างปลอดภัยและมั่นคง ท่ามกลางกระแส
การเปลี่ยนแปลงของโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของอาชญากรทางไซเบอร์อย่างยั่งยืน
- ๕ -
บรรณานุกรม
บทความเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อป้องกันการหลอกลวงทางออนไลน์ วัยเด็ก.pdf. (ม.ป.ป.).
เกราะป้องกันภัยไซเบอร์สําหรับเยาวชนไทย.
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550. (2550).
ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 124 ตอนที่ 27 ก. สืบค้นจากเว็บไซต์ https://www.ratchakitcha.soc.go.th
รัฐบาลไทย. (ม.ป.ป.). มาตรการและแนวคิดเชิงรุกเพื่อการป้องกันภัยออนไลน์ “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน”.
สืบค้นจากเว็บไซต์ https://www.thaigov.go.th
สํานักงานตํารวจแห่งชาติ. (ม.ป.ป.). ระบบรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี.
สืบค้นจากเว็บไซต์ https://www.thaipoliceonline.go.th
สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กองบัญชาการตํารวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี.
(ม.ป.ป.). สายด่วนระงับภัยไซเบอร์ 1441. สืบค้นจากเว็บไซต์ https://www.ccib.go.th
เข้าชม 1 ครั้ง
